เจ้ามือคริปโต

Bitcoin จำนวนกว่า 9,000 BTC ทำการเคลื่อนย้าย จ่ายค่าธรรมเนียมแค่ 1 ดอลลาร์

เมื่อเร็วๆนี้ เจ้ามือคริปโต รายใหญ่ได้ทำการโยกย้ายเหรียญ Bitcoin จำนวนกว่า 9,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 106 ล้านดอลลาร์ โดยมีค่าธรรมเนียมสำหรับในการทำธุรกรรมเพียง 1.16 ดอลลาร์เพียงแค่นั้น

เจ้ามือคริปโต

การทำธุรกรรมในคราวนี้ ถูกสังเกตเห็นโดย บอทที่เฝ้าติดตามมองธุรกรรมบล็อคเชนอยู่เป็นประจำชื่อว่า ‘Bitcoin Block’

อ้างอิงข้อมูลล่าสุดบน block explorer เจ้ามือได้กระทำโยกย้ายเหรียญไปยังกระเป๋าเงินที่ไม่เหมือนกันถึงสามใบด้วยกัน

กระเป๋าเงินไม่รู้จักที่ได้รับ Bitcoin เป็นจำนวน 5,000 BTC ได้โอนเหรียญไปยังกระเป๋าเงินอีกสองใบ หนึ่งในนั้นคือกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่มีการทำธุรกรรมมากถึง 4,774 รายการจนถึงปัจจุบัน ส่วนอีกกระเป๋าหนึ่งได้รับเหรียญ Bitcoin จำนวนกว่า 4,000.458 BTC และต่อมาได้โอนเหรียญคริปโตไปยังกระเป๋าเงินที่แตกต่างกันสามใบ โดยที่เงินส่วนใหญ่ในนั้นยังไม่ได้ถูกใช้

BitInfoCharts แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกรรมจำนวน 9,000 BTC ถูกส่งไปยังกระเป๋าเงินของเจ้ามือครั้งแรกในวันที่ 29 มิถุนายน และ กระเป๋าเงินดังกล่าวไม่มีการทำธุรกรรมมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งในที่สุดเจ้าของกระเป๋าเงินใบนี้ก็เริ่มเคลื่อนย้ายเหรียญอย่างกะทันหันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามเจ้ามือ Bitcoin ดังกล่าวอาจเป็นเว็ปเทรด , ผู้ให้บริการดูแลรับฝากสินทรัพย์ คริปโต หรือสถาบันการลงทุนที่จัดการสินทรัพย์ดิจิทัลในนามของลูกค้า ที่ต้องการโยกย้ายเหรียญ BTC ของพวกเขาไปยังกระเป๋าเงินหลายใบเพื่อรักษาความปลอดภัยให้สูงขึ้น…

SEB

นักขุด Bitcoin ขโมยไฟฟ้าจาก SEB

ตำรวจของถิ่นมาเลเซียได้ทำการจับกุมเหมืองขุดคริปโตเคอเรนซี่ทั้งหมด 4 แห่งร่วมกันภายหลังที่ค้นพบว่าพวกเขากระทำการลักขโมยพลังงานไฟฟ้าจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ Sarawak Energy Berhad หรือ SEB

โดยอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ Malay Mail ทางตำรวจใช้เวลาราวๆ 2 วันนั้นอาจารย์ตามรอยไปถึงเหมืองขุดทั้งหมด 4 แห่งด้วยกัน โดยเมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในเมือง Jalan Tun Ahmad Saudi Adruce, Jalan Pahlawan, แล้วก็ Jalan Tunku Abdul Rahman

SEB

หน่วยตรวจสอบการใช้พลังงานไฟฟ้า Electrical Inspectorate Unit หรือ EIU จาก Sarawak Ministry of Utilities ได้กระทำการเข้าร่วมสืบสวนสอบสวนในคราวนี้แล้วก็พวกเขาได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการขโมยพลังงานไฟฟ้าใช้ดังกล่าวว่า

“ในทุกสถานที่ดูเหมือนว่าจะมีการค้นพบสายไฟที่ถูกเชื่อมต่อมาอย่างไม่ปลอดภัยจากแหล่งจ่ายไฟหลักที่ถูกซ่อนอยู่ในฝ้าเพดานและถูกต่อเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรง ถือเป็นการต่อไฟตรงโดยมีจุดประสงค์เพื่อการหลบเรียนมิเตอร์จ่ายไฟ”

รายงานเผยว่าเหมือนคุณเหล่านั้นจ่ายค่าไฟเพียงแค่เดือนละประมาณ $191 เท่านั้น โดยถือเป็นความพยายามในการตบตาเจ้าหน้าที่เพื่อให้ดูว่าพวกเขายังคงจ่ายค่าไฟฟ้าแต่แท้จริงแล้วค่าไฟที่แท้จริงมีเยอะกว่านั้นมาก

นอกจากนี้สถิติจาก EIU แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้มีคดีความที่เกี่ยวกับการขโมยไฟฟ้าใช้เพื่อนำไปขุดเหรียญคริปโตที่เพิ่มมากขึ้นมาตั้งแต่ปี 2018

สาเหตุหลักๆนั้นก็เป็นเพราะว่าหากคุณสามารถทำเหมืองขุดเหรียญคริปโตโดยที่ไม่ต้องมีต้นทุนค่าไฟฟ้าคุณก็จะแทบไม่มีต้นทุนในการทำธุรกิจดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย และแม้ว่าคุณจะขุดได้น้อยขนาดไหนแต่คนก็ยังคงมีกำไรเนื่องจากว่าคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไฟเอง

แม้ว่า bitcoin นั้นจะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้แต่การขโมยไฟฟ้าใช้เพื่อขุดเหรียญดังกล่าวนั้นจะส่งเสียผลต่อภาพลักษณ์โดยรวมของวงการคริปโต ซึ่งปัจจุบันหลายๆคนมักจะมอง bitcoin ว่าเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายอย่างเช่นการฟอกเงิน และดูเหมือนพวกเขาอาจจะนำเรื่องการขโมยไฟฟ้าเพื่อการขุดเข้าไปเป็นจุดโจมแล้วในเร็วๆนี้…

รูปแบบกระจายอิทธิพล

เลื่อนเปิดตัวเหรียญ NEAR Token หลังจากมีความต้องการมาก

เหรียญ NEAR Protocol ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน รูปแบบกระจายอิทธิพล (DApp) ที่หลายๆคนเคลมว่ามันบางทีอาจเปลี่ยนมาเป็น Ethreum Killer ตัวต่อไป ถูกเลื่อนการเปิดขายออกไป 24 ชั่วโมงโดย CoinList

แรกเริ่ม Token ดังกล่าว มีระบุเปิดขาย ในวันที่ 11 สิงหาคม 2020 ตรงเวลา 10.00 น. ET แต่ถูกเลื่อนออกไปอีก 24 ชั่วโมง ภายหลังจากนักลงทุนมีความต้องการอย่างล้นหลาม กระทั่งทำให้ระบบของ CoinList ล่มชั่วคราว บัญชี Twitter ของ Coinlist ได้รับการร้องเรียนจำนวนมากจากนักลงทุนที่วางแผนจะเข้าร่วมในข้อเสนอนี้

ผู้ซื้อที่ไม่พอใจได้ทำการเปรียบเทียบความผิดพลาดของระบบ ในครั้งนี้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกันกับช่วงเปิดขายเหรียญ Token sale ตัวแรกของแพลตฟอร์มในปี 2017 อย่างมาก อย่างไรก็ตามแม้จะมีคนจำนวนมากที่บ่นว่า พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้ แต่ภาพแคปหน้าจอที่ถูกโพสต์บน WeChat ก็บ่งบอกว่าผู้เข้าร่วมบางรายได้ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อเหรียญโทเค็น NEAR Protocol

การขายโทเค็นรอบใหม่มีกำหนดที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคม 2020 ตามเวลา 10.00 น. ET และจะมาพร้อมกับการทดสอบระบบในขั้นตอนสุดท้ายของ NEAR Protocol ก่อนที่จะเปิด mainnet อย่างเป็นทางการ

สำหรับ Token sale ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกลงทุนแพ็กเก็จที่แตกต่างกันได้ถึง 3 ตัวเลือกด้วยกันคือ หนึ่งผู้ซื้อเหรียญจะถูกล็อคเหรียญเป็นเวลา 40 วันสำหรับราคาเหรียญที่ $ 0.40 สองผู้ซื้อเหรียญจะถูกล็อคเหรียญเป็นเวลา 12 เดือน สำหรับราคาเหรียญที่ $ 0.34 สามผู้ซื้อเหรียญจะถูกล็อคเหรียญเป็นเวลา 24 เดือน สำหรับราคาเหรียญที่ $ 0.29

การเปิดขายเหรียญ Token sale ชุดแรกถูกกำหนดไว้ขั้นต่ำอยู่ที่ 25 ล้านโทเค็น และมียอดขายโดยรวมถูกจำกัดไว้ที่ 100 ล้านโทเค็น ซึ่งจะเปิดขายให้กับนักลงทุนที่ได้รับการรับรองนอกประเทศสหรัฐอเมริกาเช่น จีน , เบลารุส , คิวบา , คองโก , อิหร่านไลบีเรีย , เมียนมาร์ , ซูดาน , ซีเรียและซิมบับเว

ในเดือนพฤษภาคม 2020 โปรเจค CLabs ได้เปิดระดมทุนเหรียญมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์เพื่อนำมาพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนของ Celo และขายหมดภายใน 12 ชั่วโมงในการประมูลแบบ Dutch การเสนอขายเหรียญดังกล่าวมีส่วนร่วมจากนักลงทุนทั้งหมด 509 รายใน 62 ประเทศ และในเดือนมีนาคม 2020 การประมูลแบบ Dutch ที่มีมูลค่าทั้งหมด 1.76 ล้านดอลลาร์ของโปรเจค Solana ก็ขายหมดในแพลตฟอร์มของ CoinList เช่นเดียวกัน

 

 

รูปแบบกระจายอิทธิพล…

เจ้ามือ Ethreum ดันราคาพุ่งสูงกว่า 450 ดอลลาร์บน Uniswap

เมื่อไม่นานเจ้ามือ Ethreum ได้ผลักดันราคาของ Eth บนเว็ปเทรด Uniswap ให้พุ่งสูงมากขึ้นไปอยู่ระดับ 450 ดอลลาร์ ด้วยยอดคำสั่งซื้อทั้งหมด 18 ล้านดอลลาร์ ส่งผลผู้ซื้อผู้คนจำนวนมากสูญเสียเงินราวๆ2 ล้านดอลลาร์จากความผันแปรของราคาที่เกิดขึ้น

ที่อยู่กระเป๋าเงินใบหนึ่งได้ผลักดันให้ราคาของ Ethereum บนเว็ปเทรด Uniswap พุ่งสูงมากขึ้นแตะระดับ $450 การซื้อขายในคราวนี้เกี่ยวข้องกับการ swap มูลค่าสกุลเงินในลักษณะต่างๆที่มีมูลค่าราวๆ17.9 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าซื้อเหรียญเป็นจำนวน 40,000 eth

ด้วยราคา ETH ในปัจจุบัน ที่มีการซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าการซื้อขายเหรียญมูลค่าที่ประมาณ 16 ล้านดอลลาร์⁠จะเท่ากับการสูญเสียเงินเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่ราคาร่วงลดลง เจ้ามือได้ใช้เหรียญ USDT จากที่อยู่กระเป๋าเงินที่ผูกไว้อยู่กับทางเว็ปเทรด Huobi เพื่อเข้าทำการ Swap เหรียญ ETH จากนั้นเหรียญ Eth จำนวนมากก็ถูกส่งไปยังที่อยู่กระเป๋าเงินที่สร้างขึ้นใหม่อีกหลายใบ

ตำแหน่ง position ที่มีขนาดเท่านี้สามารถถูกเติมเต็มได้ในทันทีบนเว็ปเทรดแบบ centralized และจะมีความผันผวนของราคาที่น้อยกว่ามาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า DeFi ยังมีสภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะให้บริการแก่สถาบันต่าง ๆ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความต้องการ DeFi ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้นทุนในตอนนี้จะค่อนข้างสูงมากแล้วก็ตา…

คริปโตเคอเรนซี่

ระวังตกเป็นเหยื่อ แอบอ้างชื่อเจ้าสัว CP หลอกให้ลงทุน Bitcoin

ในยุคที่การหลอกลวง คริปโตเคอเรนซี่ บนโลกอินเตอร์เน็ตกำลังแพร่ระบาดอย่างมาก อย่างที่เราๆเคยได้เห็นไปแล้วบนทวีตเตอร์ ล่าสุดการหลอกหลวงให้ลงทุน Bitcoin ในประเทศไทยเริ่มปรากฏให้มองเห็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในตอนที่มูลค่าของคริปโตเคอเรนซี่กำลังเพิ่มสูงมากขึ้นรวมทั้งเปลี่ยนเป็นที่สนใจในกลุ่มนักลงทุนคนไทย

อ้างอิงรายงานข่าวจาก bangkokbiznews รวมทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เผยเมื่อเร็วๆนี้ว่า แพลตฟอร์มการลงทุนคริปโต ‘Bitcoin Loophole’ ได้แอบอ้างใช้ชื่อของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ว่ามีการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าว ‘เรื่องเล่าเช้านี้’

ทั้งนี้แพลตฟอร์มได้พูดถึงเรื่องการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว ด้วยคริปโตเคอเรนซี่เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อและลงทุนในแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังได้อ้างอีกว่ารายงานนี้เป็นรายงานฉบับพิเศษจากเว็ปไซต์ sanook.com เพื่อทำให้การหลอกหลวงในครั้งนี้ฟังดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดีทางหลังจากที่มีเรื่องราวนี้เกิดขึ้นทางบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ CP ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และนาย ธนินท์ เจียรวนนท์ ไม่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ หรือเกี่ยวข้องกับการลงทุนคริปโตเคอเรนซี่ตามที่แอบอ้างแต่อย่างใด ดังนั้นนาย ธนินท์ เจียรวนนท์ จึงได้เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแพลตฟอร์ม

ปัจจุบันการหลอกหลวงคริปโตเคอเรนซี่มักจะมาในรูปแบบใหม่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แอบอ้างชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อ ดังนั้นแล้วนักลงทุนทุกท่านควรเสพข่าวอย่างระมัดระวัง และขอความร่วมมืออย่าแชร์ต่อ เพราะจะเกิดความเสียหาย และร่วมกันหยุดมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ต่อไป…

สินทรัพย์ดิจิทัล

Goldman Sachs เตรียมเปิดตัวเหรียญ Cryptocurrency โดยมีเงินดอลลาร์มาค้ำไว้

ธนาคารระดับโลกที่มีชื่อเสียงอย่าง Goldman Sachs บางทีอาจเปิดตัวเหรียญ stable coin เป็นของตนเองอ้างอิงจากนาย Matthew McDermott หัวหน้าฝ่าย สินทรัพย์ดิจิทัล ของบริษัทดังกล่าว

อีกหนึ่ง Stable coin นาย McDermott ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่าทางธนาคารนั้นกำลังมองหาโอกาสสำหรับในการสร้างสกุลเงินดิจิตอลเพื่อการพาณิชย์ หรือถ้าหากกล่าวนี้อีกแง่หนึ่งก็คือทาง Goldman Sachs กำลังพิจารณาสร้างเหรียญ Stable coin ที่มีสกุลเงินดอลลาร์มาค้ำไว้

การอธิบายของเขาทำให้หลายๆคนคาดว่าเหรียญดังกล่าวนั้นจะมีการนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ หรือ distributed ledger อาทิเช่น Quorum ของ Ethereum ยิ่งกว่านั้นนาย Oli Harris หนึ่งในพนักงานของบริษัท JP Morgan ที่เคยปฏิบัติงานให้กับ Quorum Blockchain ก็ยังเข้ามาช่วยโครงงานดังที่กล่าวถึงแล้วอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเหรียญคริปโตของธนาคาร Goldman Sachs นั้นยังคงอยู่ในแค่ช่วงแรกเท่านั้น และนาย McDermott กล่าวว่าทางบริษัทกำลังพิจารณาการใช้งานจริงของมันอยู่

พวกเขาไม่ใช่ธนาคารแรกที่ออกมาพิจารณาสร้างเหรียญคริปโตเป็นของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่าธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JP Morgan ได้ออกมาประกาศเปิดตัวเหรียญ JPM Coin ในเดือนมิถุนายนปี 2019 ในขณะเดียวกันธนาคาร Signature Bank ก็ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Signet ในปี 2018 นอกจากนี้ธนาคารของ Wells Fargo ก็ยังได้ออกมาเริ่มทดสอบเหรียญคลิปโตของพวกเขาในช่วงเดือนกันยายนปี 2019 อีกด้วย

ด้วยการที่เหรียญ stable coin ของธนาคารยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นสถาบันการเงินจึงไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ใช้งานธรรมดาทั่วไปจะสามารถใช้เหรียญดังกล่าวได้ด้วยหรือไม่

ในขณะเดียวกันผู้ใช้งานคริปโตเคอเรนซี่ทั่วไปก็ยังมีการตั้งคำถามว่าการออกเหรียญ Stablecoin ที่เป็นของธนาคารเอ็งนั้นจะถือเป็นการสะสมอำนาจให้กับธนาคารมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่

ช่องโหว่

“แฮ็คเกอร์” ขโมยเงินใน DeFi กว่า 11 ล้านบาทของ Opyn

นักแฮ็คใช้ ช่องโหว่ ในสัญญา ETH Put contract ของ Opyn และก็กวาดเงินไปกว่า $ 370,000 หรือราวๆ 11 ล้านบาท

หนึ่งในสมาชิกของชุมชนคริปโตทวีตเตอร์ ผู้ใช้นามแฝงว่า @DegenSpartan ได้เผยเรื่องราวของการขโมยนี้ในวันที่ 4 ส.ค.2020ว่า นักแฮ็คได้ใช้ Flash loan (โปรโตคอลการกู้ยืมแบบไม่ต้องค้ำประกัน) เพื่อเข้าซื้อ Ethereum Put oTokens (oETH) จาก Uniswap แล้วหลังจากนั้นรายงานระบุพวกเขาว่าได้เลือกโทเค็น ERC20 – ในกรณีนี้เป็น USD Coin (USDC) เพื่อเป็นหลักทรัพย์ประกันสำหรับเพื่อการซื้อขายสัญญา Options

 ช่องโหว่

รายงานบอกว่าพบการโอนเงินซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการ “ขโมย” หลักทรัพย์ประกันของฝั่งผู้ขายสัญญา Options อ้างอิงข้อมูลจากบันทึกบนบล็อคเชน นักแฮ็คได้รับอีกทั้งเงินฝากเป็นเหรียญ Ethereum (ETH) และก็สัญญา Options ของ USDC

อ้างอิงจากบล็อกโพสต์ของ Opyn ในวันที่ 4 สิงหาคม แพลตฟอร์มได้ประเมินความสูญเสียจากการโจมตีเป็นจำนวนทั้งหมด 371,260 USDC แต่กล่าวด้วยว่าจำนวนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

“การใช้ช่องโหว่ในครั้งนี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถ ‘ใช้สิทธิได้ซ้ำซ้อน’ และขโมยหลักททรัพย์ประกันที่โพสต์โดยผู้ขายสัญญา Options บางราย”

ลบสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว
เมื่อทาง Opyn ทราบว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น ภายในวันเดียวนั่นพวกเขาก็ได้ประกาศข้อความบน Twitter ว่าได้มีการลบสภาพคล่องออกจาก Uniswap ในช่วงระหว่างที่มีการตรวจส

ความพยายามที่จะอุดช่องโหว่นี้ดำเนินต่อไป Opyn สามารถกู้คืนหลักประกันกลับมาได้ 439,170 USDC จาก vaults ที่ถูกใช้โดยนักแฮ็คฝ่ายดีและส่งคืนไปให้กับฝั่งผู้ขายสัญญา Put Options อย่างไรก็ดีผู้ใช้บางคนยังคงอารมณ์เสียและหงุดหงิดสำหรับการสูญเสียและความล่าช้าที่เกิดขึ้น :

 ช่องโหว่

ตามคำพูดของนาง Alexis Gauba ผู้ร่วมก่อตั้ง Opyn ในแชทการสนทนาบน Discord แพลตฟอร์มได้เสนอที่จะซื้อ ETH Put oTokens ใด ๆ “ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด” ซึ่งเธอกล่าวว่าสูงกว่าราคาที่ขายกันในเว็ปเทรด Deribit ถึง 20%

“ข้อเสนอนี้ใช้ได้เฉพาะกับโทเค็นที่ซื้อมาก่อนวันนี้” นาง Gauba กล่าว การอัปเดตล่าสุดที่เธอโพสต์ระบุว่า Opyn กำลังดำเนินตามแผน “เพื่อลดผลกระทบสำหรับ ETH put ที่เกิดขึ้นกับผู้ขาย”

 

ช่องโหว่

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม Ethereum พุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จำนวนมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกล็อคไว้อยู่บน decentralized finance ( DeFi ) ได้พุ่งทะลุ 4,000 ล้านดอลลาร์แล้ว มีผลทำให้ ค่าธรรมเนียม สำหรับในการทำธุรกรรมบนเครือข่ายของ Ethereum พุ่งแตะระดับที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนในรอบ 3 ปี

ข้อมูลที่ได้รับมาจากเว็บด้านการวิเคราะห์ บล็อกเชน Glassnode ได้เปิดเผยว่า

“จำนวนค่าธรรมเนียมที่ถูกใจให้กับนักขุดทั้งหมดดูเหมือนว่าจะมากกว่าของในช่วงปี 2017 เสียอีก ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 22.2% ของรายได้ของนักขุด ETH นั้นมาจากค่าธรรมเนียม”

ค่าธรรมเนียม

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าธรรมเนียมของเหรียญดังกล่าวสูงขึ้นนั้นดูเหมือนจะมาจากความต้องการในตลาดของ DeFi เมื่อมีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการระบบดังกล่าวมากขึ้นขอส่งผลทำให้พวกเขาต้องแห่กันจ่ายค่าธรรมเนียมมากขึ้น และค่าธรรมเนียมที่มากขึ้นก็หมายถึงการที่ผู้คนยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะๆเพื่อให้ธุรกรรมของพวกเขาไปถึงที่หมายได้รวดเร็วขึ้น

DeFi ส่งผลทำให้ค่าธรรมเนียมของเครือข่าย Ethereum พุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลจาก Ycharts แสดงให้เห็นถึงอัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยบนเครือข่ายของ Ethereum ที่เพิ่มไปแตะ 1.59 ดอลลาร์ แต่ในบางครั้งมันก็พุ่งไปแตะ 5 ดอลลาร์หรือ 15 ดอลลาร์เลยทีเดียว

ค่าธรรมเนียม

นักเทรดไม่ประสงค์จะเอ่ยนามรายหนึ่งได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่พุ่งสูงขึ้นดังกล่าวว่า

“ค่าธรรมเนียม eth พุ่งแตะ 15.5 ดอลลาร์แล้วจากระดับ 10 ดอลลาร์เมื่อวานนี้ นี่มันเหมือนกับแฟลตฟอร์ม crypto kitties แต่ว่าถูกฉีดสเตียรอยด์เลยนะเนี่ย สิ่งที่ผมต้องการจะทำในตอนนี้ก็แค่ฟาร์มเศษขนมปังเล็กน้อยเท่านั้น (เปรียบเปรยการทำ yield farming บน DeFi ที่มีรายได้อันน้อยนิดเนื่องจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมาก)”

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่เครือข่ายมีผู้ใช้งานที่สูงมากส่งผลทำให้หลายๆคนต้องการที่จะให้ธุรกรรมของเขาไปถึงที่มาอย่างรวดเร็วและการจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นก็ทำให้มันเป็นเช่นนั้น และยิ่งมีคนที่ทำแบบนั้นมากก็ยิ่งส่งผลทำให้อัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นตาม

ปัจจุบันเครือข่ายบล็อกเชนของ Ethereum สามารถที่จะประมวลผลธุรกรรมได้ประมาณ 24 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น โดยธุรกรรมที่ถูกประมวลผลจาก mempool จะถูกเลือกโดยนักขุด และนักขุดจะเลือกประมวลผลธุรกรรมเหล่านั้นตามค่าธรรมเนียมที่จ่าย กล่าวคือยิ่งจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะธุรกรรมก็ยิ่งไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามโมเดล proof of work ดังกล่าวนั้นกำลังที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นโมเดลใหม่ที่เรียกว่า proof or stake โดยนักขุดนั้นจะไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปแต่จะเกิดการประมวลผลธุรกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่าการ staking แทน โดยจุดประสงค์หลักๆของทางกลุ่มนักพัฒนานั้นก็เพื่อแก้ไขปัญหาการติดขัดในเครือข่ายดังกล่าวนี้

นอกจากนี้พวกเขายังเตรียมสร้างระบบที่เรียกว่าการทำ sharing ที่เคยว่าจะสามารถช่วยประมวลผลธุรกรรมต่อวินาทีได้มากกว่านี้อีกมากซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไป

เว็ปเทรดคริปโต

Coinbase ประกาศเตรียมสำรวจ เหรียญคนไทย Band Protocol

เมื่อเร็วๆนี้ เว็ปเทรดคริปโต ระดับนานาชาติ Coinbase มีการประกาศว่า พวกเขากำลังจัดเตรียมสำรวจทรัพย์สินใหม่ๆเพื่อเพิ่มเข้ามาในแพลตฟอร์มซื้อขาย

อ้างอิงจากโพสต์บล็อกของ Coinbase เว็ปเทรดคริปโตที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ ฯ กำลังตั้งใจจริงให้การส่งเสริมสินทรัพย์ที่เป็นไปตามมาตรฐานด้านเทคนิคแล้วก็ทำตามกฎหมายข้อบังคับ

โดย Coinbase กล่าวว่าเมื่อเวลาผ่านไปลูกค้าทั่วทั้งโลกจะสามารถเข้าถึง “อย่างน้อย 90% ของมูลค่าตลาดโดยรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ”

นี่คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

” Ampleforth, Band Protocol, Balancer, Blockstack, Curve, Fetch.ai, Flexacoin, Helium, Hedera Hashgraph, Kava, Melon, Ocean Protocol , Paxos Gold, Reserve Rights , tBTC, The Graph, THETA, UMA และ WBTC”

Coinbase ชี้ให้เห็นว่ามันไม่สามารถ “รับประกันได้ว่าสินทรัพย์ที่ระบุไว้ข้างต้นนี้จะถูกลิสต์อยู่บนผลิตภัณฑ์ของ Coinbase หรือเขตอำนาจศาลใด ๆ”

ในวันที่ 10 มิถุนายน 2020 Coinbase กล่าวว่า บริษัทกำลังสำรวจความคิดในการลิสเหรียญคริปโต Defi มากกว่าหนึ่งรายการขึ้นไป

“Aave, Aragon, Arweave, Bancor, COMP, DigiByte, Horizen, Livepeer, NuCypher, Numeraire, KEEP Network, Origin Protocol, Ren, Render Token, Siacoin, SKALE Network, Synthetix, และ VeChain”