BITMAX

LVC ให้กู้ยืมเหรียญ Bitcoin ด้านบล็อกเชนในเครือของ LINE

LVC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน Crypto และบริษัทด้าน Blockchain ในเครือของ LINE กำลังจัดเตรียมเปิดตัวบริการที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถกู้ยืมทรัพย์สิน Cryptocurrency ยกตัวอย่างเช่น bitcoin และก็ ethereum เพื่อแลกเปลี่ยนกันบนเว็ปเทรดของ BITMAX ในทางตรงกันข้ามผู้ให้กู้จะได้รับค่าธรรมเนียมเป็นการทดแทน เช่นเดียวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากธนาคาร

ในระหว่างวันที่ 7 ต.ค. – 30 ต.ค. 2020 บริษัทจะจัด Campaign ที่ช่วยทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายได้แบบ Passive income มากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปีจากค่าธรรมเนียมในบริการให้กู้ อ้างอิงตามคำแถลงการณ์ของ LINE ป้ายประกาศในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ( TSE: Tokyo Stock Exchange) เมื่อวันอังคารก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

LINE เป็น Applications ส่งข้อความที่ได้รับความนิยมในประเทศประเทศญี่ปุ่น โดยมีฐานผู้ใช้งานมากยิ่งกว่า 80 ล้านคนทั่วทั้งประเทศ

LINE Corp ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในโตเกียวของ NAVER ผู้ให้บริการ Search Engine ของประเทศเกาหลีใต้ได้เปิดตัวเว็ปเทรด Crypto BITMAX ไปเมื่อปีที่แล้ว หลังได้รับใบอนุญาตจาก FSA หน่วยงานเฝ้าระวังทางด้านการเงินของประเทศญี่ปุ่น

ค่าธรรมเนียมจากการกู้ยืมนั้นจะถูกคำนวณทุกๆวัน โดยเริ่มตั้งแต่วันต่อไปจากการกู้ยืม

โดยสกุลเงินที่ได้รับอนุญาตให้กู้ยืมเงินนั้นยกตัวอย่างเช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), XRP (XRP), Litecoin (LTC) รวมทั้ง Bitcoin Cash (BCH)

ในปีนี้ข้อมูลสถิติของ LINE พบว่าปริมาณผู้ใช้งาน mobile Internet ทั้งหมดทั้งปวงในไทย 69 ล้านคนมีผู้ใช้งาน Line เป็นปริมาณมากถึง 45 ล้านบัญชี เพราะฉะนั้นเราบางทีอาจได้มองเห็นคนไทยหันมาเล่าเรียนเนื้อหาเกี่ยวกับ Cryptocurrencies หรือสร้างรายได้ Crypto จาก LINE กันเยอะขึ้นในอนาคต…

stablecoin

USDC ได้เลิกใช้บล็อกเชนของ Ethereum

ดูอย่างกับว่าเหรียญ stablecoin คู่ปรับอย่าง USDT นามว่า USDC ได้เลิกใช้บล็อกเชนของ Ethereum ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและก็หันใช้ของตัวอื่นแทน ตอนนี้ USDC ได้เปิดให้บริการบน Algorand blockchain อย่างสมบูรณ์

การนำเสนอ USDC บน Algorand blockchain จะช่วยเพิ่มความสามารถสำหรับในการปรับขนาดของสินทรัพย์บน layer 1 โดยรองรับธุรกรรมมากยิ่งกว่า 1,000 รายการต่อวินาทีหรือ TPS ในช่วงเวลาที่ค่าธรรมเนียมจะเสียน้อยกว่าหนึ่งเพนนี (1/20 ของหนึ่งเซ็นต์)

“นี่เป็นก้าวสำคัญสำหรับในการชำระเงินในกระแสหลักที่จะไม่มีการสะดุด ตลอดจนถึงแอปพลิเคชันทางด้านการเงินที่สลับซับซ้อน” Silvio Micali ผู้จัดตั้ง Algorand Inc. กล่าวในแถลงการณ์และก็เสริมว่า “การเปิดตัวคราวนี้กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความสะดวกสบายของ USDC แล้วก็โปรโตคอลระดับสูงสำหรับทั่วทั้งโลก การแลกเปลี่ยนทางด้านการเงินโดยการใช้ Layer-1 smart contracts นั้นเรียบง่ายแล้วก็ปลอดภัยเช่นเดียวกับการจ่ายเงินทั่วๆไป”

USDC เปิดตัวในปี 2018 โดยเป็นเหรียญ stablecoin ที่มีค่าดอลลาร์หนุนหลัง ซึ่งปฏิบัติงานบน Ethereum blockchain ภายใต้ขอบเขตของ Center Consortium ซึ่งเป็นหน่วยงาน overwatch ที่รับผิดชอบ USDC ในมิ.ย. 2020 Center ได้เปิดตัว Multichain USDC Framework โดยมีเป้าหมายที่จะมองเห็นการเปิดตัวโทเค็น USDC บนเครือข่ายอื่นๆที่นอกเหนือจากการใช้ Ethereum

“การโยกย้าย USDC ออกมาจาก Ethereum ไปยังบล็อคเชนอื่นๆอาทิเช่น Algorand จะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า USDC นั้นมีความยืดหยุ่นและก็สามารถรองรับได้ทุกๆอย่าง ตั้งแต่แมื่อโครงการ DeFi ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ไปจนกระทั่งสถาบันการเงินขนาดใหญ่” นาย Alesia Haas CFO ของ Coinbase กล่าวในแถลงการณ์ “การเปิดตัวในวันนี้บ่งบอกถึงถึงการปรับปรุงแก้ไขที่สำคัญสำหรับความสามารถสำหรับในการปรับขนาดของ USDC การปรับปรุงยูทิลิตี้จะทำให้โปรโตคอลมีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นสำหรับการแก้ไขปัญหาทางด้านการเงินในโลกแห่งความเป็นจริง”

Coinbase แล้วก็ Circle เป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง Center Consortium ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง แล้วก็เมื่อเร็วๆนี้ USDC ได้บรรลุเป้าหมายโดยมีมูลค่าตลาดพุ่งทะลุระดับ 1 พันล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการ…

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม Ethereum พุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จำนวนมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกล็อคไว้อยู่บน decentralized finance ( DeFi ) ได้พุ่งทะลุ 4,000 ล้านดอลลาร์แล้ว มีผลทำให้ ค่าธรรมเนียม สำหรับในการทำธุรกรรมบนเครือข่ายของ Ethereum พุ่งแตะระดับที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนในรอบ 3 ปี

ข้อมูลที่ได้รับมาจากเว็บด้านการวิเคราะห์ บล็อกเชน Glassnode ได้เปิดเผยว่า

“จำนวนค่าธรรมเนียมที่ถูกใจให้กับนักขุดทั้งหมดดูเหมือนว่าจะมากกว่าของในช่วงปี 2017 เสียอีก ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 22.2% ของรายได้ของนักขุด ETH นั้นมาจากค่าธรรมเนียม”

ค่าธรรมเนียม

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าธรรมเนียมของเหรียญดังกล่าวสูงขึ้นนั้นดูเหมือนจะมาจากความต้องการในตลาดของ DeFi เมื่อมีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการระบบดังกล่าวมากขึ้นขอส่งผลทำให้พวกเขาต้องแห่กันจ่ายค่าธรรมเนียมมากขึ้น และค่าธรรมเนียมที่มากขึ้นก็หมายถึงการที่ผู้คนยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะๆเพื่อให้ธุรกรรมของพวกเขาไปถึงที่หมายได้รวดเร็วขึ้น

DeFi ส่งผลทำให้ค่าธรรมเนียมของเครือข่าย Ethereum พุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลจาก Ycharts แสดงให้เห็นถึงอัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยบนเครือข่ายของ Ethereum ที่เพิ่มไปแตะ 1.59 ดอลลาร์ แต่ในบางครั้งมันก็พุ่งไปแตะ 5 ดอลลาร์หรือ 15 ดอลลาร์เลยทีเดียว

ค่าธรรมเนียม

นักเทรดไม่ประสงค์จะเอ่ยนามรายหนึ่งได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่พุ่งสูงขึ้นดังกล่าวว่า

“ค่าธรรมเนียม eth พุ่งแตะ 15.5 ดอลลาร์แล้วจากระดับ 10 ดอลลาร์เมื่อวานนี้ นี่มันเหมือนกับแฟลตฟอร์ม crypto kitties แต่ว่าถูกฉีดสเตียรอยด์เลยนะเนี่ย สิ่งที่ผมต้องการจะทำในตอนนี้ก็แค่ฟาร์มเศษขนมปังเล็กน้อยเท่านั้น (เปรียบเปรยการทำ yield farming บน DeFi ที่มีรายได้อันน้อยนิดเนื่องจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมาก)”

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่เครือข่ายมีผู้ใช้งานที่สูงมากส่งผลทำให้หลายๆคนต้องการที่จะให้ธุรกรรมของเขาไปถึงที่มาอย่างรวดเร็วและการจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นก็ทำให้มันเป็นเช่นนั้น และยิ่งมีคนที่ทำแบบนั้นมากก็ยิ่งส่งผลทำให้อัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นตาม

ปัจจุบันเครือข่ายบล็อกเชนของ Ethereum สามารถที่จะประมวลผลธุรกรรมได้ประมาณ 24 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น โดยธุรกรรมที่ถูกประมวลผลจาก mempool จะถูกเลือกโดยนักขุด และนักขุดจะเลือกประมวลผลธุรกรรมเหล่านั้นตามค่าธรรมเนียมที่จ่าย กล่าวคือยิ่งจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะธุรกรรมก็ยิ่งไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามโมเดล proof of work ดังกล่าวนั้นกำลังที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นโมเดลใหม่ที่เรียกว่า proof or stake โดยนักขุดนั้นจะไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปแต่จะเกิดการประมวลผลธุรกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่าการ staking แทน โดยจุดประสงค์หลักๆของทางกลุ่มนักพัฒนานั้นก็เพื่อแก้ไขปัญหาการติดขัดในเครือข่ายดังกล่าวนี้

นอกจากนี้พวกเขายังเตรียมสร้างระบบที่เรียกว่าการทำ sharing ที่เคยว่าจะสามารถช่วยประมวลผลธุรกรรมต่อวินาทีได้มากกว่านี้อีกมากซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไป

นักลงทุน

Hedge Fund ปิดตัวลงขาดทุนหนักกว่า 75%

บริษัท Hedge Fund กองทุนคริปโต Tetras Capital จะต้องปิดตัวลงรวมทั้งคืนเงินให้กับ นักลงทุน เนื่องจากว่าบริษัทขาดทุนเป็นอันมาก

กองทุน Tetras Capital มีผลประกอบกิจการที่ไม่ดี ขาดทุนไปกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เปิดตัวออกมาในปี 2017 ซึ่งบริษัทเปิดเผยว่าภายหลังจากปี 2017 ที่เป็นช่วงๆที่คริปโตกำลังได้รับความนิยม กองทุนก็ทำกำไรมิได้อีกเลย

รายงานจาก Crypto Fund เปิดเผยว่ามันมีกองทุน Hedge Fund กว่า 68 บริษัทที่จะต้องล้มเลิกประกอบกิจการไปเมื่อปีที่ผ่านมา เทียบกับปี 2018 ที่มีบริษัท Hedge Fund ปิดตัวลงไปอยู่ที่จำนวน 35 รายนั้นคิดเป็นสองเท่าเลยทีเดียว

ด้านของกองทุน Tetras Capital นั้นเปิดตัวออกมาในปี 2017 สินทรัพย์ที่ให้บริการคือ Altcoin ซึ่งทางบริษัทเปิดเผยว่าเคยเปิด short position เหรียญ Ethereum ในราคา 700 ดอลลาร์ในเดือน พ.ค. 2018

ต่อจากนั้นราคา Ethereum ก็่ร่วงแตะที่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ด้านนักวิเคราะห์ผู้ขายแอปพลิเคชั่นการวิจัยตลาด Lawnmower ก็เป็นผู้ร่วมจัดการ Tetras Capital กับพาร์ทเนอร์คนอื่นๆคือนาย Brendan Bernstein รวมทั้งนาย Thomas Garrambone

Bernstein รวมทั้ง Garrambone เป็นนักวิเคราะห์การลงทุนของธนาคาร อาทิเช่น Goldman Sachs, JPMorgan, Deutsche Bank และก็ Torreya Partners ด้วย

ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้ บริษัทหลายๆแห่งต่างได้รับผลกระทบ ซึ่งบริษัทด้านคริปโตที่เป็น Hedge Fund ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นจนกระทั่งจะต้องปิดตัวลงไปหลายแห่ง

renBTC

Bitcoin มูลค่าประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ ไปเข้า DeFi ของ Ethereum

ดูอย่างกับว่าสภาพคล่องจากตลาดเหรียญคริปโตลำดับต้นๆของโลกอย่าง Bitcoin มูลค่าราวๆ 180 ล้านดอลลาร์นั้นกำลังหลั่งไหลจากตลาด Bitcoin ไปเข้าตลาดเหรียญ DeFi ของ Ethereum โดยตลาดดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า Wrapper Bitcoin (BTC), sBTC ของ Synthetix รวมทั้ง renBTC อ้างอิงจากข้อมูลของ Dune Analytics

การเติบโตของมันนั้นมีขึ้นมาตั้งแต่ตอนช่วงปลายมิ.ย.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยเป็นตอนที่มี Bitcoin ที่ถูกโอนเข้ามาล็อคเอาไว้ในตลาดเหรียญบน DeFi ดังกล่าวที่ก้าวข้ามผ่าน 100 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยเปิดเผยให้เห็นว่าขณะนี้ DeFi ของ Ethereum นั้นกำลังแปลงเป็นระบบการเงินของโลกอยู่เวลานี้ เมื่อมีกลุ่ม ‘farmer’ ของ DeFi กำลังพยายามมองหาสภาพคล่องเข้ามาเพิ่มในตลาดเพื่อจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่มากเพิ่มขึ้นนั่นเอง

“เราได้เห็นความพยายามของผู้คนในตลาดในการเชื่อมต่อโลกของ BTC กับโลกของ DeFi โดยเฉพาะ
ที่อยู่บน Ethereum นั่นเอง” กล่าวโดยนักวิจัยจาก Glassnode ในรายงานของไตรมาสที่สองก่อนหน้า
นี้ “เมื่อช่วงวันที่ 20 ก.ค.2020 ในขณะนั้นมี Bitcoin ที่ถูกเก็บไว้อยู่ 15.8 BTC (0.1 เปอร์เซ็นต์ ของ supply ทั้งหมด) ในตลาดของ Ethereum” แต่ถ้าว่าในตอนนี้ มันมีอยู่ราวๆ 18.5 BTC แล้ว

ปัจจุบัน 80 เปอร์เซ็นต์ ของเหรียญ Bitcoin ที่ถูกล็อคไว้บน Blockchain ของ Ethereum นั้นกำลังอยู่
ในรูปแบบของ WBTC โดยเหรียญดังกล่าวนั้นถูกปรับปรุงขึ้นมาภายใต้การร่วมแรงกันระหว่างบริษัทชั้นแนวหน้าในแวดวงคริปโตอย่าง Kyber Network, Maker, Uniswap และอื่นๆอีกมากมาย Wrapped Bitcoin นั้นนับว่าเป็นเหรียญสภาพคล่องบน DeFi ที่มี Bitcoin จริงๆมาค้ำไว้แบบ 1:1

โดยมันถูกลิสต์ให้เป็นเหรียญเพื่อการกู้ยืมสำหรับ DAI บนโพรโตคอล Maker ในปีนี้ และก็กำลังกินส่วนแบ่งการตลาดราวๆ 8 เปอร์เซ็นต์ ของสินทรัพย์ที่มีให้กู้ยืมบนแพลทฟอร์มอีกด้วย โดยคิดเป็นเงินราวๆ 20 ล้านดอลลาร์ โดยตั้งแต่เมื่อช่วงพ.ค.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา จำนวน Bitcoin ที่ถูกล็อคไว้เพื่อค้ำประกันเหรียญ WBTC นั้นได้เพิ่มขึ้นมามากกว่า 12 เท่า

อาจพูดได้ว่าปีนี้ดูราวกับว่าจะเป็นปีแห่ง DeFi เลยก็ว่าได้ โดยถึงแม้ว่าแพลทฟอร์มดังกล่าวจะถูกเจาะเพื่อหาช่องโหว่ในการขโมยเงินหลายรอบและก็ตาม แต่ว่ามันก็ยังสามารถยืนหยัดมาจนกระทั่งเวลานี้ได้ ซึ่งเราก็จะต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะสามารถเติบโตไปได้ถึงไหน

 

 

renBTC…

ในช่วงวิกฤตโลก

ส่วนแบ่งตลาด Bitcoin อาจพุ่งแตะ 90% ในช่วงวิกฤตโลก

ในช่วงวิกฤตโลก

ส่วนแบ่งการตลาดของ Bitcoin ในตลาดคริปโตหรือค่า BTC Dominance นั้นนับว่าเป็นค่าที่รอเอาไว้ใช้วิเคราะห์ภาวะตลาดว่าในตอนนั้นมีนักลงทุนที่ถือหันมาถือ Bitcoin มากน้อยแค่ไหน โดยนักวิเคราะห์รายหนึ่งออกมาคาดคะเนว่าปริมาณตัวเลขดังกล่าวนั้นจะมากขึ้นอย่างหนักท่ามกลางวิกฤตโลก

ค่า BTC Dominance นั้นยังนับว่าเป็นตัวบ่งชี้ของตลาดที่ค่อนข้างจะน่าสนใจอีกด้วย เนื่องจากนักวิเคราะห์จำนวนมากชอบใช้มันเพื่อเป็นตัวชี้วัดในสิ่งที่เรียกว่า ‘ฤดูกาล Altcoin’ หรือการบูมของตลาดเหรียญอื่นๆในคริปโตที่ไม่ใช่ Bitcoin ว่าจะมาถึงหรือจบลงเมื่อไรอีกด้วย

ในช่วงวิกฤตโลก
ตัวเลขอาจจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
นักลงทุนคริปโตชื่อดังผู้ใช้นามแฝงบนทวิตเตอร์ว่า @TheMoonCarl ได้ออกทวีตว่าค่าของ BTC Dominance นั้นจะพุ่งแตะ 90% ท่ามกลางวิกฤตการเงินโลก และนอกจากนี้เขายังเชื่อว่าแม้วิกฤตการเงินจบ ตัวเลขก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปสูงกว่านี้อีกด้วย

หากการคาดการณ์นี้เกิดขึ้นจริง สัดส่วนการถือ Bitcoin ในตลาดนั้นก็จะคิดเป็น 90% ของเหรียญคริปโตทั้งหมดในตลาดเลยทีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวนั้นถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก ซึ่งครั้งล่าสุดที่เราได้เห็นค่า BTC Dominance พุ่งสูงกว่าระดับนี้นั้นก็คือเมื่อตอนเดือนมกราคมปี 2016 นั่นเอง

ในช่วงวิกฤตโลก

ในขณะนั้นราคาของเหรียญ Bitcoin นั้นถูกซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์เท่านั้น และราคาของ Ethereum อยู่ที่ราว ๆ 2 ดอลลาร์ และหากเทียบกับของในปี 2020 นี้แล้วจะพบว่ามันไม่มีความผันผวนเลยแม้แต่น้อย โดยมันมักจะสวิงอยู่ที่ราว ๆ 60-70% มาตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2019 แล้ว ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของตัวเลขไปที่ 90% นั้นอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดคริปโตเลยก็ว่าได้

ขาลงของ Altcoin
ไม่ได้มีเพียงแค่นาย @TheMoonCarl ที่ออกมาคาดการณ์ว่าค่า BTC Dominance จะพุ่งแตะ 90% เท่านั้น แต่ยังมีนาย Qiao Wang จากบริษัท Messari ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาประกาศว่า Bitcoin นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะเพิ่มค่า Dominance ของมันให้สูงถึง 90% ในตอนท้ายของวิกฤตตลาดโลกอีกด้วย

โดยนาย Wang กล่าวว่าในระหว่างนี้ความต้องการในตัวของเหรียญ altcoin นั้นจะหายไป เมื่อทุก ๆ คนนั้นสูญเสียอาชีพของพวกเขาไป การเก็งกำไรก็จะตายลง

ดังนั้นนักลงทุนจึงอาจต้องวิเคราะห์ตลาดให้ดี ในช่วงวิกฤตโลก…

ระอุอีกครั้ง

เผยราคา Ethereum เตรียมการ ” ระอุอีกครั้ง ” แม้ว่าจะอยู่ใต้แนวต่อต้านสำคัญ

ระอุอีกครั้ง

เมื่อคืนราคา Bitcoin ได้พุ่งขึ้นอีกรอบสัมผัส 7,200 ดอลลาร์ทำให้เหรียญอื่นๆอย่าง Ethereum แล้วก็เหรียญ Altcoin อื่นๆก็พุ่งตาม โดยเหรียญ Ethereum นั้นได้วิ่งสัมผัสระดับแนวต้านทานที่สำคัญที่เหล่าผู้บริโภคอยากที่จะให้มันผ่านผ่านไปให้ได้

นักวิเคราะห์ได้ชี้ว่าถัดไปบางทีอาจได้มองเห็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่แม้มันก้าวผ่านแนวต้านทานสำคัญนี้แล้วแล้วก็ถัดไปเราบางทีอาจมองเห็นราคา ETH พุ่งแตะต้อง 170 ดอลลาร์
Ethereum มีราคาเพิ่มสูงพร้อมกับ Bitcoin
ในตอนนี้ราคา Ethereum เพิ่มขึ้นมาเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ระดับราคา $142 โดยไต่จากระดับราคาแถวๆ -$100

การที่ราคา ETH เพิ่มขึ้นเช่นนี้มันเกิดขึ้นตอนที่ BTC พุ่งจาก $6,000 มาแตะ $6,800 และเจอกับแนวต้าน โดยทำให้ราคา ETH วิ่งผ่านแนวต้านที่ $140 ด้านนักวิเคราะห์ชื่อดัง George ก็เชื่อว่ามันอาจจะมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้งหลังสามารถวิ่งผ่านแนวต้านได้

“ดูเหมือนราคา ETH กำลังจะระเบิด ผมดูกราฟแถวๆ ระดับกลางนี้” เขากล่าวพร้อมโพสต์กราฟ

ระอุอีกครั้ง

เมื่อดูจากกราฟจะเห็นว่า ETH นั้นมีราคาอยู่ที่แถวๆ ระดับ $125 และ $145 ถ้าหากเบรคผ่านราคาดังกล่าวได้ก็จะทำให้นักวิเคราะห์สามารถมองได้ว่าต่อไปมันจะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อในระยะกลางนี้

ETH อาจพุ่งทะยานไปต่อ
ด้านนักวิเคราะห์ชื่อดังอีกรายหนึ่งนาย Josh Olszewicz ก็ได้เน้นให้ดูที่วอลุ่มของ ETH และเครื่องมือทางเทคนิค Bollinger Bands เพื่อวิเคราะห์ราคาของมัน ถ้าหากมันสามารถเบรคทะลุแนวต้านได้เป้าหมายต่อไปคือ $170

นักลงทุนคาดราคาพุ่งเร็วๆนี้

ข้อมูลใหม่ชี้เจ้ามือกำลังเก็บสะสม Ethereum นักลงทุนคาดราคาพุ่งเร็วๆนี้

นักลงทุนคาดราคาพุ่งเร็วๆนี้

ในตอนต้นกุมภาพันธ์ Ethereum ได้เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรูปโค้งทำให้ ราคาสามารถพุ่งขึ้นไประดับ $ 290 ได้เสร็จก่อนที่จะมันจะสูญเสียโมเมนตัมด้วยความผัวผวนจากราคา Bitcoin แล้วก็ผลักให้ตลาดโดยรวมดำดิ่งลงไปสู่ระดับที่ต่ำกว่า $ 200

หากว่าผลกำไรของ ETH ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้นในตอนต้นเดือนที่ผ่านมาจะถูกลบหา่ยไปอย่างเร็ว แม้กระนั้นถึงแบบงั้นข้อมูลใหม่ก็แสดงให้เห็นว่าปลาวาฬหรือคนที่ถือสิทธิ์เหรียญ ETH เยอะที่สุด 100 ชั้นกำลังเริ่มกลับมาสะสม cryptocurrency กันอีกที

เจ้ามือ ETH เริ่มกลับมาสะสมเหรียญกันอีกครั้ง
การร่วงลดลงของ Ethereum จากจุดสูงสุดในปี 2020 ได้สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างของตลาด โดยเราจะเห็นได้ ETH ไม่สามารถรักษาโมเมนตัมขาขึ้นเอาไว้ได้

แต่ถึงอย่างนั้น Ethereum ก็ยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อและสามารถยืนเหนือระดับ $ 200 ได้สำเร็จ ในช่วงที่ตลาดมีความผัวผวนอย่างรุนแรง

ในขณะที่เขียนรายงานอยู่นี้ Ethereum มีการซื้อขายลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 227 ดอลลาร์ แต่ถึงกระนั้นราคาก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในปีนี้ที่ระดับ 125 ดอลลาร์

อ้างอิงข้อมูลใหม่จากบริษัทวิเคราะห์ Santiment ที่เผยให้เห็นว่ามีรูปแบบการสะสม ETH เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ที่ถือครองเหรียญ 100 อันดับแรก

“ผู้ถือครองเหรียญ Ethereum 100 อันดับแรกกำลังเริ่มต้นเก็บสะสมเหรียญใหม่อีกครั้งเพื่อให้เปอร์เซ็นต์ของอุปทานโทเค็นทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่เพิ่งมีการเทขายเหรียญเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา” พวกเขาอธิบายตามกราฟที่แสดงให้เห็นด้านล่าง

ข้อมูลใหม่นี้มีความหมายอย่างไรสำหรับ ETH ?
Santiment อธิบายเพิ่มเติมว่าถึงแม้แนวโน้มการสะสมนี้ไม่ค่อยตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์โดยทันที แต่ปกติทั่วไปแล้วมันมักจะเป็นลางดีสำหรับช่วงขาขึ้นครั้งใหม่

“โดยปกติแล้วเมื่อการสะสมประเภทนี้เกิดขึ้น มันจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุดใน ETH กำลังเริ่มมีความรู้สึกอยากเก็บสะสมโทเค็นอีกครั้งเมื่อราคาร่วงต่ำลงมากเกินไป”

นอกจากนี้ Santiment ยังอธิบายต่อด้วยว่า

“บางครั้งมันอาจต้องใช้เวลาสักครู่หลังจากการเก็บสะสมโทเค็น ราคาถึงจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วมันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ Ethereum”…

เกมใหม่ล่าสุดสร้างขึ้นบน

เกมใหม่ล่าสุดสร้างขึ้นบน Ethereum ให้คุณซื้อขายที่ดินในเกมได้ ยอดเงินแตะ 643,750 บาทแล้ว

เกมใหม่ล่าสุดสร้างขึ้นบน Ethereum 

ทุกวันนี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับผู้เล่นเกมส์ ซึ่งปัจจุบันนักเล่นเกมส์กำลังให้ความสนใจไปกับเกมส์ที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยี Blockchain เช่น The Sandbox (TSB) และ Ethereum ก็ดูเหมือนจะได้รับผลประโยชน์จากความสำเร็จเหล่านี้

The Sandbox (TSB) ได้เปิดตัวขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2019 สามารถขาย ‘LAND’ หรือที่ดินในเกมได้มากกว่า 3,000 แห่ง (พื้นที่เสมือนจริงในเกม) ภายในสี่ชั่วโมงทาง Sandbox ได้ เปิดเผยยอดขายครั้งที่สองไปเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าพวกเขาสามารถขายที่ดินในเกมได้มากถึง 6,192 แห่ง เป็นจำนวนกว่า 800 ETH หรือคิดเป็นมูลค่าราว ๆ 6 ล้านบาท (206,000 ดอลลาร์สหรัฐ)

เกมใหม่ล่าสุดสร้างขึ้นบน

ในเกมส์นี้มีที่ดินอยู่รวมทั้งสิ้น 166,464 แห่ง โดยปัจจุบันเกมส์ได้ขายที่ดินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกว่า 5% ของทั้งหมดในช่วง presale อ้างอิงข้อมูลจากสื่อข่าว Decrypt เผยให้เห็นว่าผู้ที่ซื้อไปนั้นเป็นบรรดาบริษัทค่ายเกมส์ยักษ์ใหญ่ อาทิเช่น CryptoKitties, My Crypto Heroes, Old Skull Games รวมถึง Dapp.com

เกมส์ที่ประสบความสำเร็จในโลกของ Blockchain
นอกเหนือจาก The Sandbox (TSB) ที่ได้รายงานไปข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ทาง Microsoft ก็ได้ออกมาประกาศว่ากำลังเตรียมสร้างการ์ดเกมจากหนังสือยอดนิยมอย่าง The Way of the Tiger บน Blockchain อีกด้วย ซึ่งการ์ดเกมที่ว่านี้ได้ใช้ชื่อว่า “Arena of Death” โดยผู้เล่นก็จะมาต่อสู้กันภายใต้ธีมที่สร้างขึ้นจากหนังสือ

อีกทั้งยังมีข่าวของเกมชื่อดังระดับโลกอย่าง Minecraft ที่กำลังเปิดตัวไอเท็มในเกมที่คุณสามารถซื้อได้ด้วย Bitcoin ซึ่งจะเป็นการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า SatoshiQuest ที่มาพร้อมกับวอลเล็ทของ BTC และเชื่อมโยงเข้ากับ Universally Unique Identifier (UUID) ใน Minecraft เพื่อให้ผู้เล่นสามารถฝากเหรียญ Bitcoin เพื่อใช้ซื้อชีวิตในเกมได้

ปัจจุบันนักพัฒนาเกมเริ่มสำรวจวิธีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับอุตสาหกรรมเกมมากขึ้นเรื่อยๆ และหาวิธีการนำคริปโตมาใช้กับเกมส์ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่เทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิม

Ethereum

แฮกเกอร์เจอช่องโหว่ของระบบ

แฮกเกอร์เจอช่องโหว่ของระบบ DeFi ที่ถูกทำบน Ethereum โกยเงินไปเกือบจะ 10 ล้านบาท

แฮกเกอร์เจอช่องโหว่ของระบบ DeFi

เรื่องราวดังที่กล่าวผ่านมาแล้วนั้นเกิดขึ้นบนโครงข่ายแพลตฟอร์มทางด้านการเงินแบบไม่มีตัวกลางหรือ Decentralized Finance ( DeFi) ซึ่งผู้ใช้รายหนึ่งนั้นได้ดำเนินธุรกรรมขนาดใหญ่ซึ่งมีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่งโดยอาศัยเครื่องงมือทางด้านการเงินต่างๆบนระบบ ซึ่งสุดท้ายแล้วนำมาซึ่งการทำให้ตัวเขานั้นสามารถสร้างกำไรไปได้มากกว่า 350,000 ดอลลาร์

แฮกเกอร์เจอช่องโหว่ของระบบ

การปฏิบัติการดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้ถูกเผยโดยผู้ก่อตั้งบริษัททางด้านการลงทุนบนระบบ DeFi อย่างบริษัท Stake Capital ซึ่งในโพสของเขาบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์นั้นได้มีการแสดงถึงแผนภาพความเชื่อมโยงของธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดสำหรับในการจัดการดังกล่าวรวมทั้งลำดับเรื่องราวก่อนหลังซึ่งสรุปโดยสรุปได้ดังต่อไปนี้

ตัวผู้ใช้งานซึ่งเป็นตัวการดังกล่าวนั้นได้เริ่มต้นโดยการเข้ายืมเหรียญ Ethereum กว่า 10,000 เหรียญจากนั้นจึงใช้เหรียญกว่าครึ่งหนึ่งในการยืมเหรียญ Wrapped Bticoin โดยอีกครึ่งหนึ่งนั้นได้นำไปทำการซื้อขายแบบ Margin บนแพลตฟอร์มอย่าง Fulcrum จากนั้นแล้วจึงนำเหรียญ Bitcoin ที่เหลือเทขายลงในตลาดเพื่อเป็นการกดราคาลงให้ถึงช่วงที่ได้ซื้อขายแบบ Margin ไว้นั่นเอง โดยได้ท้ายที่สุดนั้นจึงได้มีการแลกเหรียญคืนบนแพลตฟอร์ม Uniswap ก่อนที่จะมีการจ่ายคืนเหรียญที่ได้กู้มานั่นเอง

ทั้งนี้การดำเนินธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่ได้สรุปไว้ ซึ่งแม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะไม่ได้ถือว่าเป็นการเจาะระบบเพื่อขโมยเหรียญก็ตาม แต่ก็เป็นการดำเนินการปั่นตลาดเพื่อสร้างผลกำไรให้ตัวเองนั่นเอง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเครือข่าย DeFi นั้นยังคงมีจุดอ่อนอยู่

อย่างไรก็ตามทางผู้ดูแลระบบของแพลตฟอร์ม Fulcrum อย่างบริษัท bZx นั้นก็ได้การออกมรายงานความคืบหน้าในช่วงวันที่ผ่านมาถึงสถาการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย โดยได้ระบุว่าไม่มีผู้ใช้งานรายได้ต้องสูญเสียเงินของตนไป อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าวนั้นก็ยังดูเหมือนว่าเป็นการดำเนินการกู้เงินเพื่อซื้อขายแบบปกติอีกด้วย

แฮกเกอร์เจอช่องโหว่ของระบบ

 

ทั้งนี้สิ่งที่หน้าสนใจคือทางบริษัท bZx นั้นได้ออกมากล่าวว่าเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว พวกเขาจะใช้มาตรการฉุกเฉินของแพลตฟอร์มโดยการนำเงินของบุคคลดังกล่าวซึ่งได้ค้างอยู่บนแพลตฟอร์มกว่า 600,000 ดอลลาร์นั้นแจกจ่ายให้แก่ผู้ใช้งานในระบบเพื่อชดเชยความเสียหาย โดยการดำเนินการดังกล่าวนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ Admin Key ซึ่งได้ถูกฝังไว้ในระบบตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง

รหัสซึ่งเป็นเสมือนแม่กุญแจหลักสำหรับการดำเนินการบนแพลตฟอร์มอย่าง Admin Key นั้นสามารถที่จะใช้ในการเข้าถึง Smart Contract ใดๆรวมถึงเงินจำนวนใดๆบนแพลตฟอร์มก็ได้ ซึ่งแม้ว่ามาตรการดังกล่าวนั้นจะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการสร้างกลไลที่ต้องอาศัยความเชื่อใจจากผู้ใช้งานอย่างมากในการดำเนินการ ตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์ของเครือข่าย DeFi ที่ต้องการตัดปัจจัยดังกล่าวออกนั่นเอง

ทั้งนี้จุดบอดดังกล่าวก็ได้เคยก่อปัญหามาก่อนแล้ว โดยในแพลตฟอร์มอย่าง DAO ซึ่งถือเหรียญ Ethereum ไว้กว่า 14% ของระบบนั้นได้เคยล่มลงเนื่องจากความผิดพลาดบนภาษาซึ่งใช้โปรแกรมเพียงสองบรรทัดเท่านั้น ส่งผลให้เครือข่าย Ethereum ทั้งหมดนั้นต้องถูกเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้ทุกคนได้รับการชดเชย ดังนั้นแล้วจะเห็นว่าระบบซึ่งดูเหมือนว่าจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้พ้นจากการถูกกุมอำนาจการดูแลไว้โดยส่วนกลางนั้น กลับต้องอาศัยปัจจัยดังกล่าวในการเป็นกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาแทน…